Menu

ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในเกมชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่สามารถเก็บ 6 แต้มเต็ม และยังไม่เสียประตูให้กับใครทั้งนั้นในเกมลีกฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะผ่านไปแค่ 2 เกม แต่ดูเหมือนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ได้สร้างทีมให้เกิดความสมดุลทั้งเกมรุก และเกมรับ

0 Comment

ในส่วนของเกมรุกคงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วนับตั้งแต่ที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม แต่สำหรับเกมรับดูเหมือนว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ เล่นกันได้อย่างเข้าขา แต่ตอนนี้ยังเพิ่งจะเริ่มต้นซีซั่น คงจะต้องใช้เวลาดูกันไปยาวๆ ว่าพวกเขาจะรักษามาตรฐานชั้นยอดแบบนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่

1. เจมส์ มิลเนอร์ สุดยอดผู้นำทีม

ในยามที่ ลิเวอร์พูล ไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน บทบาทกัปตันทีมจะตกเป็นของ เจมส์ มิลเนอร์ ซึ่งทำหน้าที่ผู้นำได้ดีเสมอมา คุณภาพในเรื่องนี้แสดงให้เห็นในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเขาได้เข้ามาห้ามทัพกรณีที่ ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พยายามแย่งกันยิงจุดโทษ 

    ทั้งคู่กระหายที่จะยิงประตู และยื้อแย่งกันจะซัดจุดโทษ สุดท้าย มิลเนอร์ สังเกตเห็น และเข้ามาไกล่เกลี่ยจน ซาลาห์ ยอมให้ ปีกความเร็วสูงทีมชาติเซเนกัล รับหน้าที่สังหาร โดยงานนี้เหตุการณ์เก่าๆ กลับมาอีกครั้งเมื่อ “หงส์แดง” ได้จุดโทษช่วงท้ายครึ่งแรก แมตช์ปะทะ คริสตัล พาเลซ 

    อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ มิลเนอร์ จัดการรับหน้าที่สังหารเอง และกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูได้จากการยิงจุดโทษ 8 ครั้งติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก 

2. เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แข็งแกร่งสุดๆ

   ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ แสดงให้เห็นถึงคุณภานยอดในการเล่นเกมรับ ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่แข็งแกร่งที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยในเกมนี้ไม่มีใครในสนามที่สามารถเอาชนะการดวลลูกกลางอากาศได้ดีไปกว่า ฟาน ไดค์

    นอกจากนี้ เขายังมีศักยภาพในการลากบอลขึ้นมาจากเกมรับ และเริ่มเปิดเกมบุกซึ่งผลงานแบบนี้บรรดาแฟนบอลคงได้เห็นประจักษ์สายตากันแล้วในแมตช์ที่ “หงส์แดง” บุกถิ่นเซลเฮิร์สต์ พาร์ค เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งของ ฟาน ไดค์ ทำให้ “เดอะ เร้ดส์” เป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูในเกมลีกฤดูกาลนี้ 

3. เกอิต้า หัวใจในแดนกลาง  

  สาวก “เดอะ ค็อป” ต่างก็ประหลาดใจถึงสิ่งที่ นาบี เกอิต้า นำมาเติมเต็มให้กับลิเวอร์พูล หลังจากที่นักเตะสามารถทำผลงานเชื่อมเกมร่วมกับบรรดาเพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาได้อย่างลงตัว และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม “หงส์แดง” ถึงกล้าเซ็นสัญญากับนักเตะรายนี้ตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

    แม้ว่าจะผ่านไปเพียง 2 เกมเท่านั้น แต่ เกอิต้า กลายเป็นหัวใจในการเล่นของ ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว โดยจะเห็นว่าบอลส่วนใหญ่จะมาพักไว้ที่เขา นอกจากนี้ กองกลางทีมชาติกินี ยังแอสซิสต์เปิดบอลข้ามแนวรับ พาเลซ อย่างงามหยดชดช้อยให้ ซาลาห์ แต่น่าเสียดายที่ หัวหอกทีมชาติอียิปต์ กระดกบอลข้ามคานออกไป i99bet

    ด้วยการที่แผงกองกลางของยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์มีการแข่งขันกันสูงมาก แต่ด้วยฟอร์มการเล่นของ เกอิต้า ในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือน กุนซือชาวเยอรมัน รู้ได้ทันทีว่า เกอิต้า จะเป็นแกนหลักในแผนการสร้างทีมของเขาต่อไป (ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ต้องก้มหน้ายอมรับสภาพ)

4.  โกเมซ กลับมาเล่นได้อย่างโดดเด่น  

   โจ โกเมซ น่าจะทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ประทับใจไม่มากก็น้อยสำหรับผลงานของเขาในการช่วยทีมบุกชนะ “ดิ อีเกิ้ลส์” 2-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และอาจจะเรียกตัวติดทัพ “สิงโตคำราม” สำหรับการลงเล่นในอุ่นเครื่องในช่วงเดือนกันยายนนี้ 

    กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปี สามารถจับคู่ได้อย่างเข้าขากับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ด้วยเหตุนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า โกเมซ อาจจะได้ยึดตำแหน่งตัวจริงไปยาวๆ งานนี้ เดยัน ลอฟเรน กับ โจเอล มาติป แม้จะหายเจ็บกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ก็ไม่แน่ว่าจะเบียดความร้อนแรงของ อดีตแข้งชาร์ลตัน แอธเลติก ได้

    แน่นอนว่าตอนนี้ โกเมซ สามารถพัฒนาฝีเท้าได้อย่างดีเยี่ยมในการเล่นเคียงข้างกับ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ และฟอร์มที่สุดยอดซึ่ง เซาธ์เกต ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อเข้าไปชมเกมที่สนามเซลเฮิร์สต์ พาร์ค  มีความเป็นไปได้ที่นักเตะจะได้ติดธงในเร็วๆ นี้ 

5. พาเลซ ต้องชดใช้จากความผิดพลาด  

  ลิเวอร์พูล มี 3 แนวรุกที่สุดน่ากลัว และสามารถช่วยสร้างสรรค์เกมได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักจนกระทั่งในช่วงท้ายครึ่งแรก โดย โม ซาลาห์ โดน มามาดู ซาโก้ ดึงกระชากลากถูพร้อมเตะจนล้มกลิ้งในเขตโทษ และผู้ตัดสินไม่ลังเลที่จะเป่าให้จุดโทษ 

    เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ทำให้สาวก “เดอะ ค็อป” ผิดหวังเมื่อส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายช่วยปลดล็อกให้กับทีม โดยประตูนี้ทำให้พวกเขาเล่นได้ง่ายขึ้นในครึ่งหลัง เนื่องจาก พาเลซ จำเป็นต้องเปิดเกมบุกเพื่อหวังมีแต้มในบ้านตัวเอง และสุดท้ายก็เจอทีเด็ดเรื่องความเร็วปานจรวดของ ซาลาห์ กับ มาเน่ จากการเล่นสวนกลับ และนั่นก็ทำให้ “หงส์แดง” ได้ 3 คะแนนสำคัญ

Tags: